Loading...

วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

หลักการเปิดร้านสะดวกซื้อให้ประสบความสำเร็จเเบบญี่ปุ่น

หลักการเปิดร้านสะดวกซื้อให้ประสบความสำเร็จเเบบญี่ปุ่น

เเน่นอนครับถ้าถามว่าประเทศไหนมีร้านสะดวกซื้อที่มากที่สุดเเน่นอนครับผมว่าหลายๆคน คงเดาว่าไม่ อเมริกา ก็ ญี่ปุ่น ใช่หรือเปล่า สรุปนะครับก็ ญี่ปุ่นนั้นเองครับ เค้ามีการวิจัย ว่าร้านควรเป็นเเบบไหนเเบบไหน เเละควรขายอะไรบ้าง หรือก่อนเปิดร้านนะครับ พี่เเกส่งคนมานั่งหน้า ตึกที่จะเปิดร้านมานั่งนับคนเดินผ่าน เเละ ช่วงอายุของคนที่เดินผ่านด้วยหละครับ





เข้าเรื่องครับ ผมเจอบทความเกี่ยวกับ การเปิดร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่นมาครับลองอ่านกันดูนะครับพี่น้อง


ภาพรวมคอนวีเนียนสโตร์ในญี่ปุ่น

                ธุรกิจคอนวีเนียนสโตร์ในญี่ปุ่นเริ่มขึ้นราวกลางศตวรรษ 1970  โดยการเข้ามาของต้นตำรับคอนวีเนียนสโตร์ของโลก อย่าง 7-eleven ของบริษัทเซาส์แลนด์ จำกัด ของสหรัฐอเมริกาได้ขายแฟรนไชส์ให้กลุ่มนักธุรกิจค้าปลีกของญี่ปุ่น  ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่คล้ายคลึงกับการขยายตัวของธุรกิจคอนวีเนียนสโตร์ในเมืองไทยเมื่อ 10 กว่าปีก่อน  ที่ 7-eleven เป็นผู้กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันและการขยายตัวของกลุ่มร้านสะดวกซื้อในท้องถิ่น  เพียงแต่ในญี่ปุ่นนั้นกลุ่มธุรกิจค้าปลีกท้องถิ่นมีความเข้มแข็งกว่าของไทยมากจึงทำให้การแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อรายใหญ่เป็นไปอย่างเข้มข้นและสูสี  ระหว่าง 7-eleven ,Lawson และ Family mart

โดยต้นปี 2543 นี้ 7-eleven มียอดขาย 1,964 พันล้านเยน (ประมาณ 785.6 พันล้านบาท ณ อัตราแลกเปลี่ยน 1 เยน เท่ากับ 0.40 บาท)  มีสาขาที่ญี่ปุ่น 8,153 สาขา  ขณะที่  Lawson มียอดขายไล่มาติดๆที่ 1,221 ล้านบาท (488.4 พันล้านบาท) ด้วยจำนวน 7,378 สาขา และ Family mart มียอดขาย 783 พันล้านเยน (313.2 พันล้านบาท) ด้วยสาขา 4,555 สาขา


                โดยจะเห็นได้ว่าในกลุ่มธุรกิจคอนวีเนียนสโตร์ยักษ์ใหญ่ 3 อันดับแรกในญี่ปุ่น 2 ใน 3 เป็น Franchise chain store ของญี่ปุ่นเอง  ขณะที่ 7-eleven นั้นแม้ว่าจะเป็นระบบ Franchise จากสหรัฐอเมริกา  แต่การบริหารจัดการต่างๆเป็นของกลุ่มนักธุรกิจญี่ปุ่นที่ซื้อแฟรนไชส์มาโดยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบบางส่วนให้เข้ากับพฤติกรรมของลูกค้าชาวญี่ปุ่น  รวมถึงปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบบริหาร  จนมีอัตรากำไร และจำนวนสาขาสูงกว่าบริษัท เซาส์แลนด์ เจ้าของแฟรนไชส์ในสหรัฐอเมริกา

อีกทั้งในช่วงทศวรรษ 1980  เมื่อบริษัท เซาส์แลนด์ของสหรัฐอเมริกาประสบปัญหาทางการเงินในช่วงภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐตกต่ำ  ทางกลุ่มนักธุรกิจญี่ปุ่นที่ซื้อแฟรนไชส์ของ 7-eleven ในญี่ปุ่นก็ได้เข้าไปซื้อหุ้นของบริษัท เซาส์แลนด์ในอเมริกา  จนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทนี้ซึ่งเท่ากับว่าในปัจจุบัน บริษัทเซาส์แลนด์ เป็นบริษัทอเมริกันที่ถือหุ้นใหญ่โดยนักลงทุนชาวญี่ปุ่น  และเป็นกรณีศึกษาทางธุรกิจที่น่าสนใจที่ผู้ซื้อแฟรนไชส์ประสงความสำเร็จมากกว่าผู้ขายแฟรนไชส์  จนสามารถกลับไปซื้อบริษัทผู้ขายแฟรนไชส์ได้


 



                ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจคอนวีเนียนสโตร์ในญี่ปุ่นประสบความสำเร็จ

                ความสำเร็จของธุรกิจคอนวีเนียนสโตร์ในญี่ปุ่น เกิดจากปัจจัยหลายประการซึ่งบางปัจจัยเป็นเรื่องของเทคโนโลยีและระบบการจัดการที่ธุรกิจคอนวีเนียนสโตร์ในเมืองไทยอาจนำมาใช้เป็นแบบอย่างได้  แต่ความสำเร็จอีกส่วนหนึ่งนั้นมาจากปัจจัยด้านวัฒนธรรม  พฤติกรรมของคนญี่ปุ่น  และกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจประเภทนี้  ซึ่งอาจพอสรุปปัจจัยสู่ความสำเร็จได้ดังนี้

                1.วิถีชีวิตและพฤติกรรมการซื้อของคนญี่ปุ่น  เนื่องจากราคาที่ดินในญี่ปุ่นสูงมากทำให้ที่อยู่อาศัยของคนญี่ปุ่นในตัวเมืองใหญ่ๆจะมีขนาดเล็ก  มีเนื้อที่ใช้สอยน้อย ประกอบกับพฤติกรรมการบริโภคที่ชอบรับประทานอาหารสดๆ ปรุงใหม่ๆ ทำให้พฤติกรรมการซื้อสินค้าและอาหารทั่วไปในชีวิตประจำวัน  จะทำการซื้อในปริมาณที่ไม่มากนัก แต่มีความถี่ในการซื้อสูง เช่น ซื้อทุกวัน หรือ ทุก 2 วัน  ด้วยความจำกัดของพื้นที่ในบ้าน  ชาวญี่ปุ่นไม่ค่อยนิยมซื้อข้าวของมาเก็บไว้ทีละมากๆ  ซึ่งต่างกับชาวอเมริกันและกลุ่มครอบครัวในสังคมเมืองใหญ่ในไทยที่ มีเวลาซื้อของกินของใช้ในวันหยุด  โดยนิยมซื้อข้าวของสำหรับบริโภค 1 สัปดาห์ โดยเก็บไว้ในตู้เย็น

                จากพฤติกรรมการซื้อบ่อย แต่จำนวนไม่มาก  ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของร้านสะดวกซื้อและร้านค้าย่อยในแถบที่อยู่อาศัยทำให้ร้านสะดวกซื้อและร้านค้าย่อยที่ขายสินค้าเฉพาะอย่างเช่น ผักสด  ผลไม้ อาหารแห้ง ชา  ได้รับความนิยมในกลุ่มชาวญี่ปุ่น แม้ว่าจะรู้ว่าการซื้อของในร้านประเภท Supermarket จะได้ราคาต่ำกว่าก็ตาม

                2.กฎหมายว่าด้วยการเปิดร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ (The Large-scale Retail Store Law)  ในประเทศญี่ปุ่นเคยมีกฏหมายที่คุ้มครองร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่ควบคุมการเปิดร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ว่าต้องได้รับความเห็นชอบจากคนในชุมชน และร้านค้าย่อยในเขตนั้นๆก่อนจึงจะเปิดได้  ทำให้ร้านค้าปลีกประเภทห้างสรรพสินค้า หรือ Supermarket ขนาดใหญ่เกิดขึ้นได้ยาก  ซึ่งกฏหมายฉบับนี้ช่วยเอื้อประโยชน์ต่อการขยายตัวของธุรกิจคอนวีเนียนสโตร์ ซึ่งมีพื้นที่ต่ำกว่าที่กฎหมายระบุ  ทำให้ร้านสะดวกซื้อไม่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากห้างสรรพสินค้า หรือ Supermarket ที่มีความหลากหลายของสินค้ามากกว่าและราคาขายที่ต่ำกว่า

                ถ้าลองเปรียบเทียบกับประเทศไทยในขณะนี้จะเห็นได้ว่ามีการขยายตัวของร้านประเภท ซุปเปอร็เซ็นเตอร์ อย่าง Big C, Lotus ตลอดจนซุปเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Food Lion และ Tops ซึ่งร้านเหล่านี้ยิ่งขยายตัวออกไปมากขึ้นเท่าไรก็จะยิ่งไปแย่งลูกค้าจากร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าย่อยในตลาดสด  ซึ่งเป็นการแข่งขันทางอ้อมของร้านค้าต่างขนาด  แต่ก็มีผลกระทบต่อธุรกิจคอนวีเนียนสโตร์ และร้านค้าย่อยไม่น้อยทีเดียว

                3.ประสิทธิภาพในการจัดการ  แม้ว่าต้นแบบของธุรกิจคอนวีเนียนสโตร์จะมาจากสหรัฐอเมริกา แต่ผู้ประกอบการคอนวีเนียนสโตร์รายใหญ่ของญี่ปุ่นทั้ง 7-eleven ,Lawson และ Family mart  ต่างก็ใช้ระบบการบริหารและเทคโนโลยีสมัยใหม่ของญี่ปุ่นเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารร้านสะดวกซื้อ เช่นระบบการจัดส่งและการกระจายสินค้าสู่สาขาที่ทำได้ รวดเร็วกว่า และบ่อยครั้งกว่าในสหรัฐอเมริกา  ทำให้แต่ละสาขาไม่จำเป็นต้องมีสินค้าเก็บไว้ในร้านมากนัก เช่น Coke กระป๋อง ใน 7-eleven หากปกติขายได้วันละ 50 กระป๋อง ร้าน7-eleven ในอเมริกาอาจต้องมี coke ในร้านถึง 100 กระป๋อง สำหรับการขาย 2 วัน  เนื่องจากสินค้าจะถูกนำมาส่ง วันละครั้ง หรือ 2 วันครั้ง


 



แต่ในญี่ปุ่น ร้าน 7-eleven มี coke กระป๋องในร้านเพียงแค่ 25 กระป๋องก็เพียงพอต่อการขาย เพราะหน่วยรถส่งของจะส่งให้วันละ 2 ครั้ง อย่างถูกต้องตรงเวลา และสามารถตรวจสอบว่ารถส่งของอยู่ที่ใด จะมาถึงร้านได้กี่โมง จากระบบคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงระหว่างรถขนของกับคลังสินค้าของบริษัท  ทำให้ในพื้นที่เท่าๆกัน ร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่นสามารถมีสินค้าที่หลากหลายให้ลูกค้าเลือกได้ถึงกว่า 2,000 รายการ  ขณะที่ร้านสะดวกซื้อในอเมริกาที่มีขนาดเท่ากัน มีแค่ 1,000-1,300 รายการ  รวมทั้งยอดขายและกำไรของร้านในญี่ปุ่นก็ยังสูงกว่าในอเมริกาอีกด้วย

                นอกจากนี้ร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่นอย่าง 7-eleven ยังมีระบบการบันทึกข้อมูลลูกค้าที่มีประสิทธิภาพ  โดยที่เครื่องเก็บเงินของร้านจะมีปุ่มที่ให้พนักงานกดเพื่อบันทึกข้อมูลของลูกค้า เช่น เพศ อายุโดยประมาณ เป็นต้น  โดยทางบริษัทสามารถนำข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าไปใช้ศึกษาพฤติกรรมการซื้อ  เพื่อจัดสรรสินค้าและรายการส่งเสริมการขาย ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น

                แนวโน้มและทิศทางของธุรกิจคอนวีเนียนสโตร์ในญี่ปุ่น

                แนวโน้มและทิศทางของธุรกิจคอนวีเนียนสโตร์ในญี่ปุ่น  ดูเหมือนจะไม่ต่างกับทิศทางของร้าน 7-eleven  ในเมืองไทยที่เริ่มหาทางเพิ่มยอดขายและกำไรจากการขายบริการ ตลอดจนการทำ Direct Marketing เพื่อขายสินค้าผ่านทางแคตตาล็อก หรือ ระบบ E-commerce เพียงแต่ด้วยเทคโนโลยี และความพร้อมด้านการจัดการ  ร้านคอนวีเนียนสโตร์ใหญ่ในญี่ปุ่นดูหมือนจะเริ่มใช้เทคโนโลยีใหม่ๆมาพัฒนาเป็นสินค้าและบริการได้เร็วกว่าในเมืองไทย  โดยตัวอย่างที่เห็นได้ เช่น

                การใช้ Multi Media Kiosk  เพื่อขายสินค้าและบริการในร้านสะดวกซื้อ  โดย Lawson  เป็นผู้เริ่มนำระบบนี้มาใช้ตั้งแต่ปี 1997 และเริ่มปรับให้อยู่ในรูปแบบ Multi Media ผ่าน Internet เต็มรูปแบบในปี 1999  ขณะที่ 7-eleven และ Family mart เริ่มใช้ระบบนี้ในช่วงกลางปี 2000 ที่ผ่านมา  โดยระบบดังกล่าวเป็นตู้คอมพิวเตอร์คล้ายเครื่อง ATM ตั้งอยู่ในร้าน มี Keyboard และจอภาพเหมือนคอมพิวเตอร์ ต่อสายสื่อสารผ่านไปยังศูนย์ของบริษัท  เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการสั่งซื้อสินค้าและบริการต่างๆผ่านเครื่องดังกล่าว  โดยสินค้าและบริการที่ขายผ่านเครื่องนี้ มีตั้งแต่ ตั๋วคอนเสิร์ต,  ตั๋วเครื่องบิน,  Package ทัวร์ , จองโรงแรม, สมาชิกหนังสือพิมพ์ , ของที่ระลึกของนักร้องดังๆ , สั่งดอกไม้  ตลอดจนตรวจดวงชะตาและการสั่งซื้อสินค้าใหญ่ๆอย่างคอมพิวเตอร์

                สินค้าบางอย่างเช่น ตั๋วชมภาพยนตร์ สามารถรับได้จากเครื่องได้เลย  ขณะที่สินค้าบางอย่าง คำสั่งซื้อจะถูกส่งผ่านไปที่สำนักงานใหญ่ และ จัดส่งให้ลูกค้าถึงบ้าน  ในช่วงปีกว่าๆที่ผ่านมา ร้าน7- Eleven ที่ญี่ปุ่นได้ทำการขายหนังสือผ่านระบบดังกล่าว  โดยมีรายชื่อหนังสือให้ลูกค้าเลือกไม่น้อยกว่าร้ายขายหนังสือทั่วไป ในราคาที่เท่ากันหรือต่ำกว่า โดยร้านไม่ต้องมีหนังสือเก็บไว้ที่ร้านเลยสักเล่ม  ส่วนลูกค้าก็ไม่ต้องเสียเวลาค้นหาหนังสือที่ร้าน แต่มาไล่ดูและเลือกหนังสือจากเครื่อง และลูกค้ายังสามารถเลือกคำสั่งซื้อที่ให้สำนักพิมพ์ส่งหนังสือไปให้ผู้เขียนเซ็นต์ชื่อในหนังสือ ก่อนส่งทางไปรษณีย์มาให้ผู้ซื้อ  โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม  ทำให้ได้รับความนิยมจากลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

                นอกจากนี้ ร้านสะดวกซื้อใหญ่ๆยังเริ่มพัฒนา Web site ของตัวเองเพื่อการขายสินค้า ควบคู่กับการทำแคตตาล็อก  Direct mail ที่มีรายการสินค้าต่างๆมากมายในเทศกาลต่างๆ  เช่น แคตตาล็อก และ Web ชุดของขวัญปีใหม่และคริสต์มาส  โดยลูกค้าสามารถ Fax ใบสั่งซื้อ  หรือสั่งซื้อผ่าน Web site ของบริษัท เช่น www.7dream.com ของ 7-eleven เป็นต้น

                ขณะนี้ผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ๆของญี่ปุ่น ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบการสั่งซื้อสินค้าผ่าน โทรศัพท์มือถือ (Web Phone) และ Car Navigation systemโดยให้ลูกค้าชำระเงินผ่านสาขาของร้านสะดวกซื้อ,ธนาคาร,internet และ ผ่านทาง Web phone โดยตรง  โดยเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้แก่บริษัท  ภายใต้แนวคิดของการเปิดทำการ 24 ชั่วโมง   ทุกสถานที่ที่ลูกค้าสะดวก ไม่ว่าจะเป็นที่ร้าน ที่บ้าน หรือบนโทรศัพท์มือถือของลูกค้า

                สำหรับในเมืองไทยก็คงไม่นานเกินรอครับ ผมได้ยินว่าผู้ประกอบการด้าน internet บ้านเรา  เจ้าของธุรกิจโทรศัพท์มือถือ  และยักษ์ใหญ่ในวงการคอนวีเนียนสโตร์อย่าง 7-eleven  รวมถึงผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ๆอย่างเซ็นทรัลก็อยู่ระหว่างการศึกษาพัฒนาระบบทำนองนี้อยู่  ดีไม่ดี ปีหน้า สิ่งที่ผมเล่าให้ฟังจากการที่ไปเห็น ไปพูดคุยมาที่ญี่ปุ่น อาจมีให้เราได้ทดลองใช้ในเมืองไทยก็ได้ครับ

1 ความคิดเห็น: